iกง
กากเกือบกากพอไหวโอเคนะเงิบเลย (โหวต 142 ครั้ง)
Loading ... Loading ...

06

WIN

by KongsakC (เดินหาของไหว้ตรุษจีน แถวถนนแปลงนาม)

Facebook Comments

comments

Powered by Facebook Comments

  • Tam

    บ้าไปแล้ว พระที่ไหนเล่นคอมกันบ้างวะเนี่ย

    • มุสาวาทา

      จริงๆการใช้คอมเพื่อเผยแพร่ธมมะไม่ผิดศีลหรอกครับ แต่การเปิดดูเว็บเฟลนี่สิ…

    • มุสาวาทา

      จริงๆการใช้คอมเพื่อเผยแพร่ธมมะไม่ผิดศีลหรอกครับ แต่การเปิดดูเว็บเฟลนี่สิ…

  • Failed

    ไอ้โล้นแถได้โล่ห์

    • มุสาวาทา

      ถึงคุณจะไม่เห็นด้วยกับพระสงฆ์ แต่อย่างน้อย ท่านก็เป็นพระสงฆ์นะครับ กรุณาให้เกียรติท่านบ้าง ไม่ใช่มาเรียกเขาว่าไอ้โล้นนะครับ

  • Diormmasque

    นี่แหละศาสนาไทยถึงเสื่อมลง เสื่อมลง

  • http://www.facebook.com/lieng.kamilia เลี้ยง เลี้ยง เลี้ยง

    f 5 รัวๆ -*-
    ดราม่ากันเข้าไปอีกสิ
    กุยังเสพไม่พอใจ

    ปล. ถ้ามีสักฝ่ายออกมาขอโทษกับสิ่งที่ตัวเองพูด
    เรื่องก็คงจบไปแล้ว กลัวอะไรกัน
    แค่ ขอโทษ คำเดียว -*-
    พระก็คน เราก็คน ขอโทษกันมันเป็นเรื่องปกติ

  • http://www.facebook.com/lieng.kamilia เลี้ยง เลี้ยง เลี้ยง

    เป็นเหี้ยไรกันนักวะ -*-
    ทั้งคน ทั้งพระอ่ะ
    ไอฝ่ายคน กูรู้นะว่ามึงพูดถูก
    มึงพูดมีหลัก มีเหตุผลดี
    แต่มึงก็ไม่ควรไปเถียงกับพระเค้ามากๆ
    มึงถูก กูเข้าใจ
    แต่แม่งมีคนบางพวก มองว่ามึงก้าวร้าวไง
    ส่วนไอฝ่ายพระ
    ไอห่า จะยกเหตุผลควยไรนักหนา
    ดูจากคอมเม้นแรกนะ
    มึงผิดเต็มๆ หรือไม่จริง
    มึงไปให้คนทั้งประเทศที่มีความคิดเค้าอ่าน
    เค้าก็บอกได้ว่ามึงอ่ะผิด
    ไปพูดเหมือนกับว่า
    ไอสิ่งที่เค้าทำมาตลอด เป็นสิ่งที่ควร
    มึงจะมาแก้ตัวก็ได้นะ
    แต่ในส่วนลึกของใจคนที่ได้อ่านอ่ะ
    มันก็คิดแบบกูทั้งนั้นแหละ
    ว่ามึงไม่ควรไปพูดแบบนั้น
    ถ้าเป็นคนทำมะดาๆแบบกูมาพูด
    คงไม่ดราม่า
    แต่มึงเป็นพระไง เข้าใจไหม
    ยิ่งไม่ควรมาพูดแบบนี้
    เป็นไปได้
    มึงขอโทษซะ ขอโทษสำหรับคอมเม้นแรกอ่ะ
    แล้วเดี๋ยวคนอื่นๆมันก็มาขอโทษมึงเอง
    ที่เค้าไปเถียงกับมึง
    ผิดทั้งคู่แหละ แต่มึงเริ่มก่อน
    เข้าใจไหม
    ปล. กูถ่อยๆแบบนี้
    ใครจะด่ากูก็ได้นะ
    แต่กูเป็นคนแบบนี้แหละ
    กูมองว่า แม่งก็คนเหมือนกัน
    แค่คนละอาชีพ
    ดังนั้น ถ้าผิด ก็ขอโทษซะ
    มันก็เข้าใจกันได้
    อย่ามาซึนเดเร๊ะ ทำเปนมีทิฐิเยอะนักเลย

  • http://www.facebook.com/lieng.kamilia เลี้ยง เลี้ยง เลี้ยง

  • นิรนาม

    กรรมอยู่ที่เจตนา ไม่ใช่พิธีรีตรอง

  • Waltdisneypicture

    ผมว่าหลวงพี่ท่านมองไม่ลึกพอ ท่านมองแค่ว่า เมื่อเอาไปตังบนโต๊ะแค่นั้นแล้วก็จบผลบุญไม่เกิด จริงๆแล้ว อาหารที่เอาไปตั้งบนโต๊ะมันก็เอาไปใ้ห้เป็นทานแจกจ่ายแก่ครอบครัวญาติพี่น้องตลอดจนผู้มาร่วมงาน และลูกศิษย์ลูกหาของพระที่มาทำพิธี ก็ได้กินกันไป ฉันใด ก็เหมือนกับการที่ท่านบอกว่าให้ถวายจีวร ซึ่งผมก็เข้าใจรสที่ได้มันไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นจากการทำทาน และก็เป็นสิ่งที่น่าจะยืนยันได้ว่ามันน่าจะส่งตรงถึงบรรพบุรุษ ที่เป็นร่างของนามธรรมมากกว่า

    และการที่หลวงพี่บอกว่าการเผ่ากระดาษทำให้โลกร้อนเนี่ย ผมว่าประเด็นนี่หลวงพี่ มองไม่ครอบคลุมนะครับ ถ้าจะให้ผมพิมเนี่ยะ ขี้เกียจครับ มันยาว เอาเป็นว่า มันไม่ใช่อย่างที่หลวงพี่่มองเสมอหรอกครับ โลกเรามันไม่ได้ร้อนเพราะกระดาษหรอกครับหลวงพี่

  • http://www.facebook.com/ethaizone Nimit Suwannagate

    ขอพูดจากใจผมเลยนะครับหลวงพี่
    อากงผมอาม๋าผม ท่านก็ทำแบบนี้ให้กับทวดของผม
    แล้วจะให้ผมทำอย่างอื่นแทนเหรอครับ?

    ถ้าทำแล้วคิดว่าเป็นการเปลือง อันนี้คิดฝ่ายเดียวหรือเปล่าครับ
    โปรดพิจารณา โลกมันไม่ได้หมุนรอบตัวเรานะครับ
    แต่เราต่างหากที่ต้องอยู่ร่วมโลกกับคนอื่น

    ปล. ผมไม่เข้าใจคนกด Like ไปได้ไงตั้ง 150

  • Aaa

    …..

  • Aaa

    …..

  • Drama

    ไม่ทราบว่า มี pin bb หรือ facebook บ้างมั๊ยครับ จะได้ขอแอดไปสนทนาธรรม

  • ดราม่า เกรียนๆ

    มาส่อง-0-…. อยากกินไก่ต้ม มาม่าอิ่มละ

  • http://www.facebook.com/people/Kittamet-Sirinyamas/100001426549189 Kittamet Sirinyamas

    เปตานังอุททิสสผล ปัญหาที่ ๘

    ปัญหาว่าด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติ

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า?

    พระยามิลินท์?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาอันว่าทายกทั้งหลายนี้ ย่อมให้ทานแล้วอธิษฐานจิตอุทิศส่วนกุศลว่า”

    “ด้วยเดชะที่ข้าพเจ้ากระทำการกุศลครั้งนี้ อันว่าผลกุศลนี้ จงได้แก่บิดามารดาญาติกามิตรสหายบุตรภรรยาสามีของข้าพเจ้า ที่ตายไปสู่

    ปรโลกนั้นเถิด”

    พระยามิลินท์?“นี่แหละพระผู้เป็นเจ้า ชนทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น จะได้ผลกุศลที่ทายกอุทิศให้หรือประการใด”?

    พระนาคเสนมีเถรวาจาวิสัชนาว่า

    พระนาคเสน?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารบางจำพวกก็ได้ บางจำพวกก็ไม่ได้”?

    พระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“เป็นเหตุอะไรอย่างนั้น”

    พระผู้เป็นเจ้าพระนาคเสนจึงวิสัชนาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ด้วยคน ทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น บางจำพวกไป

    เกิดในนรก บางจำพวกไปเกิดในสวรรค์เสวยรมย์ชมสมบัติทิพย์ บางจำพวกไปเกิดในติรัจฉานกำเนิด เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์ ๓

    จำพวกนี้ ถึงทายกจะแผ่ส่วนบุญกุศลให้ก็ไม่ได้เลย ประการหนึ่ง เป็นอสุรกายก็ดี เป็นขุปปิปาสิกาเปรตอดข้าวอดน้ำก็ดี

    เป็นนิชฌามตัณหิกเปรตเพลิงไหม้อยู่เป็นนิตย์ก็ดี ๓ จำพวกนี้ ถึงญาติจะแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้ จะได้อยู่แต่ปรทัตตูปชีวเปรตนั้นจำพวก

    เดียว ด้วยปรทัตตูปชีวีเปรตนั้น มีชีวิตอยู่ด้วยทายกอุทิศส่วนกุศลให้ ถ้าว่าบิดามารดาคณาญาติมิตรบุตรธิดาสามีตาย ไปสู่ปรโลกนั้น

    ตายไปเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต แม้ทายกอุทิศส่วนบุญให้ก็ได้รับ ถ้าไม่ได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวีตเปรตแล้ว ถึงทายกแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้

    ขอถวายพระพร”

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาทานที่ทายกถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา

    มารดาเป็นต้นที่ตายไปสู่ปรโลก ถ้าบิดามารดาเป็นต้นนั้น มิได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวิเปรตก็ไม่ได้แล้ว ผลทานนั้นจะมิสูญเปล่าหรือ ถ้าว่า

    ญาติบิดามารดาเป็นต้นเกิดเป็นอื่น ผลทานนั้นก็สูญเปล่า ไม่เป็นประโยชน์นะซิ พระผู้เป็นเจ้า”

    พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ผลทานนั้นจะสูญเปล่าหามิได้ ทายกผู้ให้ทานนั้นก็ได้ผลทานนั้น

    ขอถวายพระพร”?

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาการ ผู้เป็นเจ้าจงยังโยมให้รู้โดยอุปมาในกาล

    บัดนี้เกิด พระผู้เป็นเจ้า”?

    พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารเป็นประเสริฐยังมีบุรุษผู้หนึ่งจะไปเยี่ยมญาติของอาตมา ตบแต่งซึ่ง

    สุรามังสะกับโภชนาหาร ขนมของกินแล้วจึงนำเอาของเหล่านั้นไปฝากตระกูลญาติของอาตมา ก็หาพบปะญาติไม่ เมื่อไม่พบญาติแล้ว

    จะเอาของนั้นให้แก่ใครเล่า ของนั้นจะมิหายสูญเปล่าหรือมหาบพิตร”

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“ของนั้นจะสูญไปหามิได้ ของนั้นก็อยู่กับเจ้าของนั้นแหละ พระผู้เป็นเจ้า”?

    พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ความประการนี้เปรียบฉันใด ทายกระทำทานอุทิศผลบุญไปให้แก่

    ญาติของตน เมื่อญาติไม่เป็นปรทัตตูปซีวิเปรตแล้ว ผลทานนั้นจะสูญไปหามิได้ ผลทานนั้นไซร้ก็คงได้แก่ทายกผู้ให้ อุปไมยเหมือนบุรุษ

    ชายหาของไปเยี่ยมญาตินั้น เมื่อไม่พบแล้ว ของนั้นก็กลับได้แก่บุรุษชายนั้น”

    “อีกประการหนึ่ง ขอถวายพระพรมหาบพิตร เหมือนหนึ่งบุรุษเข้าไปสู่ห้อง เมื่อประตูอื่นนอกจากประตูที่เข้าไม่มีแล้ว บุรุษนั้นจะพึงออก

    ทางไหน ก็จะต้องออกทางประตูที่เข้าไปมิใช่หรือ ข้อนี้มีครุวนาฉันใด ทายกที่ให้ทานอุทิศผลไปให้หมู่ญาติ เมื่อหมู่ญาติคือมิได้ไปเกิด

    เป็นปรทัตตูปชีวีเปรต ผลแห่งทานนั้นก็ย่อมจะกลับมาถึงท่านผู้ให้ มีอุปไมยฉันนั้นแลขอถวายพระพร”?

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงมีพระราชโองการตรัสว่า?“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมนี้ไม่สงสัย เข้าใจแล้ว ว่าผลทานทายกให้ญาติ

    ที่เป็นเปรต ถ้าว่าไม่ได้ผลทานกลับได้แก่ทายกเจ้าของทานผู้อุทิศให้ สมฺปฏิจฺฉามิ โยมจะรับถ้อยคำของผู้เป็นเจ้าไว้ในกาลบัดนี้”?

    มิลินทปัญหา

  • http://www.facebook.com/people/Kittamet-Sirinyamas/100001426549189 Kittamet Sirinyamas

    เปตานังอุททิสสผล ปัญหาที่ ๘

    ปัญหาว่าด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติ

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า?

    พระยามิลินท์?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาอันว่าทายกทั้งหลายนี้ ย่อมให้ทานแล้วอธิษฐานจิตอุทิศส่วนกุศลว่า”

    “ด้วยเดชะที่ข้าพเจ้ากระทำการกุศลครั้งนี้ อันว่าผลกุศลนี้ จงได้แก่บิดามารดาญาติกามิตรสหายบุตรภรรยาสามีของข้าพเจ้า ที่ตายไปสู่

    ปรโลกนั้นเถิด”

    พระยามิลินท์?“นี่แหละพระผู้เป็นเจ้า ชนทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น จะได้ผลกุศลที่ทายกอุทิศให้หรือประการใด”?

    พระนาคเสนมีเถรวาจาวิสัชนาว่า

    พระนาคเสน?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารบางจำพวกก็ได้ บางจำพวกก็ไม่ได้”?

    พระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“เป็นเหตุอะไรอย่างนั้น”

    พระผู้เป็นเจ้าพระนาคเสนจึงวิสัชนาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ด้วยคน ทั้งหลายที่ตายไปสู่ปรโลกนั้น บางจำพวกไป

    เกิดในนรก บางจำพวกไปเกิดในสวรรค์เสวยรมย์ชมสมบัติทิพย์ บางจำพวกไปเกิดในติรัจฉานกำเนิด เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์ ๓

    จำพวกนี้ ถึงทายกจะแผ่ส่วนบุญกุศลให้ก็ไม่ได้เลย ประการหนึ่ง เป็นอสุรกายก็ดี เป็นขุปปิปาสิกาเปรตอดข้าวอดน้ำก็ดี

    เป็นนิชฌามตัณหิกเปรตเพลิงไหม้อยู่เป็นนิตย์ก็ดี ๓ จำพวกนี้ ถึงญาติจะแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้ จะได้อยู่แต่ปรทัตตูปชีวเปรตนั้นจำพวก

    เดียว ด้วยปรทัตตูปชีวีเปรตนั้น มีชีวิตอยู่ด้วยทายกอุทิศส่วนกุศลให้ ถ้าว่าบิดามารดาคณาญาติมิตรบุตรธิดาสามีตาย ไปสู่ปรโลกนั้น

    ตายไปเป็นปรทัตตูปชีวีเปรต แม้ทายกอุทิศส่วนบุญให้ก็ได้รับ ถ้าไม่ได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวีตเปรตแล้ว ถึงทายกแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่ได้

    ขอถวายพระพร”

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาทานที่ทายกถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา

    มารดาเป็นต้นที่ตายไปสู่ปรโลก ถ้าบิดามารดาเป็นต้นนั้น มิได้เกิดเป็นปรทัตตูปชีวิเปรตก็ไม่ได้แล้ว ผลทานนั้นจะมิสูญเปล่าหรือ ถ้าว่า

    ญาติบิดามารดาเป็นต้นเกิดเป็นอื่น ผลทานนั้นก็สูญเปล่า ไม่เป็นประโยชน์นะซิ พระผู้เป็นเจ้า”

    พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ผลทานนั้นจะสูญเปล่าหามิได้ ทายกผู้ให้ทานนั้นก็ได้ผลทานนั้น

    ขอถวายพระพร”?

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสถามว่า?“ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชาการ ผู้เป็นเจ้าจงยังโยมให้รู้โดยอุปมาในกาล

    บัดนี้เกิด พระผู้เป็นเจ้า”?

    พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภารเป็นประเสริฐยังมีบุรุษผู้หนึ่งจะไปเยี่ยมญาติของอาตมา ตบแต่งซึ่ง

    สุรามังสะกับโภชนาหาร ขนมของกินแล้วจึงนำเอาของเหล่านั้นไปฝากตระกูลญาติของอาตมา ก็หาพบปะญาติไม่ เมื่อไม่พบญาติแล้ว

    จะเอาของนั้นให้แก่ใครเล่า ของนั้นจะมิหายสูญเปล่าหรือมหาบพิตร”

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีมีพระราชโองการตรัสว่า?“ของนั้นจะสูญไปหามิได้ ของนั้นก็อยู่กับเจ้าของนั้นแหละ พระผู้เป็นเจ้า”?

    พระนาคเสนจึงมีเถรวาจาว่า?“ขอถวายพระพรบพิตรพระราชสมภาร ความประการนี้เปรียบฉันใด ทายกระทำทานอุทิศผลบุญไปให้แก่

    ญาติของตน เมื่อญาติไม่เป็นปรทัตตูปซีวิเปรตแล้ว ผลทานนั้นจะสูญไปหามิได้ ผลทานนั้นไซร้ก็คงได้แก่ทายกผู้ให้ อุปไมยเหมือนบุรุษ

    ชายหาของไปเยี่ยมญาตินั้น เมื่อไม่พบแล้ว ของนั้นก็กลับได้แก่บุรุษชายนั้น”

    “อีกประการหนึ่ง ขอถวายพระพรมหาบพิตร เหมือนหนึ่งบุรุษเข้าไปสู่ห้อง เมื่อประตูอื่นนอกจากประตูที่เข้าไม่มีแล้ว บุรุษนั้นจะพึงออก

    ทางไหน ก็จะต้องออกทางประตูที่เข้าไปมิใช่หรือ ข้อนี้มีครุวนาฉันใด ทายกที่ให้ทานอุทิศผลไปให้หมู่ญาติ เมื่อหมู่ญาติคือมิได้ไปเกิด

    เป็นปรทัตตูปชีวีเปรต ผลแห่งทานนั้นก็ย่อมจะกลับมาถึงท่านผู้ให้ มีอุปไมยฉันนั้นแลขอถวายพระพร”?

    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดีจึงมีพระราชโองการตรัสว่า?“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยมนี้ไม่สงสัย เข้าใจแล้ว ว่าผลทานทายกให้ญาติ

    ที่เป็นเปรต ถ้าว่าไม่ได้ผลทานกลับได้แก่ทายกเจ้าของทานผู้อุทิศให้ สมฺปฏิจฺฉามิ โยมจะรับถ้อยคำของผู้เป็นเจ้าไว้ในกาลบัดนี้”?

    มิลินทปัญหา

  • Nanasara

    คุ้นๆนะ เหมือนกับที่ที่นึงที่บอกว่า “ยิ่งทำบุญให้พระให้วัดได้มากเท่าไหร่ ยิ่งได้บุญ”

    ถ้านี่คือกิจของสงฆ์ แบบนี้พวกเราคงไม่ต้องเข้าวัด
    “เพราะทุกวันนี้พวกเราก็ได้ทำกิจของสงฆ์แบบเดียวกัน”
    เล่นคอม โพสคอมเม้นก็ได้บุญแล้วล่ะ

    ใส่บาตรให้พระได้ฉันท์ + ทำบุญที่วัดมากๆ แล้วจะได้บุญ
    เหมือนตามขางบนละก็ ขอบอกว่าโคดศรัทธาในความเสื่อมของศาสนาเลย
    แค่พระตุ๊ด เณรตุ๊ด โพสรูปในเฟสบุ๊คอัดคลิปลงยูทูป
    ก็มารพอแล้ว เหตุไฉน พระที่เหลือยังจะเกรียนคีย์บอร์ดอีก

    เจริญละญาติโยม

    ****ตอนนี้ได้เซฟรูป และ url ส่งให้ ict แล้วอีกส่วนหนึ่งให้เว็ปตรวจสอบพระเว็ปหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว***

  • Nanasara

    ลืมบอกท่านว่า เอาไว้แก้ตัวกับ “พระวินยาธิการ” ดีๆละกันนะท่าน

  • Nanasara

    ลืมบอกท่านว่า เอาไว้แก้ตัวกับ “พระวินยาธิการ” ดีๆละกันนะท่าน

  • Nanasara

    บวชเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 ณ วัดท่านา จังหวัดพิษณุโลก
    ย้ายเข้ามาเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์
    ณ มหามกุฏราชวิทยาลัย วัดสิรินธรเทพรัตนาราม
    มีความตั้งใจศึกษาในสาขาศาสนาและปรัชญา
    ไม่คิดที่จะคืนสิกขา…….

    และไม่คิดที่จะขอโทดที่พูดล่วงเกิดประโยคนั้นไป

  • Abc

    ดราม่านี้สอนให้รู้ว่า โรงเรียนไทยสอนแต่ศาสนาพุทธเพื่อให้เราเป็นชาวพุทธและมีมุมมองโลกแบบชาวพุทธที่ดี ผสมอัตตาแบบชาวพุทธเสียด้วยสิ

    ศาสนาพุทธเพิ่งเข้าไปในประเทศจีนในราชวงศ์ฮั่น
    จนวิธีมองจักรวาลแบบพุทธผสมรวมเข้ากับความเชื่อเดิมคือปรัชญาขงจื่อ หรือปรัชญาเต๋า ไม่งั้นไม่มีพุทธมหายาน หรือนิกายเซนให้เราๆได้นับถือกันหรอก

    ไหว้บรรพบุรุษเนี่ย ไม่ได้เป็นพิธีกรรมพุทธ แต่เป็นจารีตในปรัชญาขงจื่อ ซึ่งขงจื่อก็สืบทอดจารีตต่างๆมาจากราชวงศ์โจวที่เก่าแก่กว่านั้นอีก(ราชวงศ์โจวเริ่มเมื่อหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบสองปีก่อนคริสตกาล)
    เอาเป็นว่าปรัชญาขงจื่อเนี่ยเก่าแก่พอๆกับพุทธศาสนานั่นแหละ(ขงจื่อเกิดเมื่อ ห้าร้อยห้าสิบเอ็ดปีก่อนคริสตกาล) และพิธีกรรมเหล่านั้นแก่กว่านั้นแน่นอน
    ไม่ได้จะเทียบเพื่อบอกว่าเก่าแก่กว่าดีกว่า
    แต่อยากจะถามจริงๆนะว่ายังเหลือพิธีกรรมเก่าแก่รอดระยะเวลาเกินสองพันห้าร้อยปีมาให้ปฏิบัติเนี่ย มันไม่น่าทำตรงไหนหรือ
    เอาวิธีมองจักรวาลแบบพุทธมาครอบแล้วบอกว่าไม่มีประโยชน์ยังไม่พอ ยังคิดจะทำตัวเป็นจักรวรรดินิยมทางศาสนาอีก เที่ยวบอกว่าตนเองถูกคนอื่นผิดไปเสียทั่ว อีท่านี้แหละที่คนต่างศาสนาเค้าตีกันตาย
    ขงจื่อบอกเองด้วยซ้ำว่าถ้าไม่เหมาะสมก็ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเสีย
    แต่ที่ท่านกระทำออกแนวเรียกคนเข้ารีต
    ทั้งๆที่คนเหล่านี้ที่ไหว้บรรพชนส่วนมากเค้าก็นับถือศาสนาพุทธอยู่แล้ว ไม่เข้าใจว่าท่านจะทำไปทำไม
    ทั้งๆที่ท่านก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเค้าจะให้ข้าวที่เค้าไหว้ไปถึงไหน หรือมีเหตุผลอะไรในการปฏิบัติ และการปฏิบัตินี้มีพื้นฐานวิธีมองจักรวาลหรืออภิปรัชญาที่ต่างจากศาสนาของท่านอย่างไร

    ศาสดาท่านมิได้บอกท่านหรือให้ละอัตตาเสีย นี่กลายเป็นว่าท่านก็มีอัตตาว่าของท่านถูกอยู่นั่น
    อีกอย่างศาสนาของท่านก็ดีในตัวเองอยู่แล้ว แล้วจะไปเที่ยวบอกว่าศาสนาของท่านเป็นวิทยาศาสตร์ทำไมกันเล่า ไม่เข้าใจ

    …คัมภีร์หลุนอี่ว์ เล่มที่ 3 บทที่ 12
    เซ่นไหว้บรรพชนราวกับบรรพชนอยู่ตรงหน้า
    เซ่นไหว้เทพราวกับเทพอยู่ตรงหน้า
    อาจารย์กล่าวว่า “เราถือว่าถ้าไม่ได้อยู่ร่วมในพิธีก็เท่ากับไม่ได้เซ่นไหว้”

    เรื่องเหตุผลว่าไหว้ไปทำไมรายละเอียดก็มีอยู่ในปรัชญาขงจื่ออยู่แล้ว คร่าวๆก็คงเป็นว่าถ้าไม่มีบรรพชนก็คงไม่มีเราเลยต้องแสดงความเคารพเหมือนอยู่ต่อหน้าอย่างจริงจัง คนตายไปมากมายจนเรามาอยู่ตรงนี้ คนให้ความรักแก่เรามากมายจนเรามาอยู่ตรงนี้ การรำลึกถึงคนเหล่านั้นที่เคยมีชีวิตอยู่ราวกับอยู่ตรงหน้า จะไร้สาระได้อย่างไร…การที่เรารำลึกถึงพวกเขาก็เหมือนการรำลึกถึงตัวตนของเราเองที่เราได้สูญเสียไปแล้วเพราะพวกเขาจากไปแล้ว
    และท่านก็บอกให้เลิกรำลึกถึงตัวตนของเราเองที่ทำให้เราเป็นเรามาได้เพื่อไปทำบุญที่วัดแทน
    ทั้งๆที่เหล่าคนที่ไหว้บรรพบุรุษนี้ส่วนมากก็เป็นชาวพุทธอยู่แล้ว และก็คงทำบุญกันตามโอกาสทางพุทธศาสนาอยู่แล้ว

    ขอบคุณที่อ่านจนจบ

  • Thitipol

    อันไหนดีก็ทำไปเถอะครับ ประเพณีใคร ประเพณีมัน ผมทำทั้ง 2 แหละแต่เน้นไปทางพุทธะ 70-80%

    แต่ศีล 8 ข้อ 7
    นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ :
    เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม

    ผมว่าแค่ศีล 8 ข้อนี้ก็ห้ามเล่นเน็ตแล้วครับ ไม่ว่าจะยังไง ยกเว้นพิมพ์เอกสาร หาเอกสารในการทำงานเกี่ยวกับวัด
    พระบางรูปยังไม่รู้ตัวเองว่าบวชเพื่ออะไร (กรณีบวชตลอดชีวิต) พูดให้หรูหน่อยก็ปราถนานิพพาน ละกิเลส
    เพื่อนพระผมเป็นแบบนี้แหละ แท้จริงท่านอยากเป็นหมอดู เลยบวชเพื่อฝึก ตอนนี้เท่าที่ทราบน่าจะเลิกอยากเป็นแล้ว

    พระมีหน้าที่ 2 อย่างคือ
    1.คันธธุระ
    2.วิปัสสนาธุระ

    ถ้าเป้นผมบวชนะผมจะเลือกอันหลัง เพราะเบื่อพวกคนชอบขี้ต่างๆ ขี้โม้ ขี้อวด ขี้โกง ขี้เหม็น ขี้เกียจ ไม่อยากจะเกิดอีก

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1043440033 Chris Von Erich Jr.

    ท่านครับ หยุดเถอะครับ ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ทำวัตร ปฏิบัติกิจสงฆ์ 10 อย่างก็พอครับ

    ไม่ต้องมาเคลียร์หรอกครับ โยมเค้าเข้าใจ เพราะว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดูดีขึ้นเลย

    ปล่อยวางซะเถอะครับ โลกจะร้อน คนนู้นจะหลอกไม่หลอก ใครได้รับไปก็คิดว่ามีกรรมต่อกัน

    อย่าเอาปัญหาพวกนี้มาแบกไว้เลยครับ ท่านเชื่อในพระพุทธศาสนา ผมก็เชื่อในพระพุทธศาสนา

    ปล่อยให้มันเป็นตามประเพณีของแต่ละสายไปเถอะครับ ทุกๆความเชื่อถ้าไม่ได้เกิดจากการงมงาย

    เขาก็สอนให้ทุกๆคนเป็นคนดีกันทั้งนั้น อาจจะมีอุปสรรคบ้าง มันเป็นบันไดให้ท่านก้าวต่อไปครับ

    ผมคิดว่าคนที่อ่านทุกคนจะเข้าใจท่านครับ ถ้าท่านหยุด แต่ถ้าท่านต่อยอดไปอีกเรื่อยๆ

    คนจะสืบสาวราวเรืองไปถึงวัดท่านได้ ถึงท่านจะเป็นพระตัวเล็กๆ แต่ท่านก็เห็นแก่หน้าพระผู้ใหญ่บ้าง

    เขาไม่ได้มารู้อะไรกับท่านหรอกครับ แต่เขาจะรู้เมื่อทุกอย่างมันใหญ่โต

    คนจะซุบซิบกันไม่พูดกันว่า พระชื่อxxxxx ทำผิด แต่เค้าจะพูดกันว่า พระวัดxxxxx เนี่ยะ ทำ

    ทำอะไรผิดพลาดพลั้งไปก็อโหสิกรรมให้แก่กันครับ

    สติ ขันติ เมตตาครับ เป็นหนทางที่จะระงับความโกรธได้(ผมไปวัดมาเมื่อวันพระเทศนาให้ฟังครับ)

    หยุดเถอะนะครับ ชาว Fail ก็อยากให้ท่านหยุดครับ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1043440033 Chris Von Erich Jr.

    ท่านครับ หยุดเถอะครับ ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ทำวัตร ปฏิบัติกิจสงฆ์ 10 อย่างก็พอครับ

    ไม่ต้องมาเคลียร์หรอกครับ โยมเค้าเข้าใจ เพราะว่าไม่ได้ทำอะไรให้ดูดีขึ้นเลย

    ปล่อยวางซะเถอะครับ โลกจะร้อน คนนู้นจะหลอกไม่หลอก ใครได้รับไปก็คิดว่ามีกรรมต่อกัน

    อย่าเอาปัญหาพวกนี้มาแบกไว้เลยครับ ท่านเชื่อในพระพุทธศาสนา ผมก็เชื่อในพระพุทธศาสนา

    ปล่อยให้มันเป็นตามประเพณีของแต่ละสายไปเถอะครับ ทุกๆความเชื่อถ้าไม่ได้เกิดจากการงมงาย

    เขาก็สอนให้ทุกๆคนเป็นคนดีกันทั้งนั้น อาจจะมีอุปสรรคบ้าง มันเป็นบันไดให้ท่านก้าวต่อไปครับ

    ผมคิดว่าคนที่อ่านทุกคนจะเข้าใจท่านครับ ถ้าท่านหยุด แต่ถ้าท่านต่อยอดไปอีกเรื่อยๆ

    คนจะสืบสาวราวเรืองไปถึงวัดท่านได้ ถึงท่านจะเป็นพระตัวเล็กๆ แต่ท่านก็เห็นแก่หน้าพระผู้ใหญ่บ้าง

    เขาไม่ได้มารู้อะไรกับท่านหรอกครับ แต่เขาจะรู้เมื่อทุกอย่างมันใหญ่โต

    คนจะซุบซิบกันไม่พูดกันว่า พระชื่อxxxxx ทำผิด แต่เค้าจะพูดกันว่า พระวัดxxxxx เนี่ยะ ทำ

    ทำอะไรผิดพลาดพลั้งไปก็อโหสิกรรมให้แก่กันครับ

    สติ ขันติ เมตตาครับ เป็นหนทางที่จะระงับความโกรธได้(ผมไปวัดมาเมื่อวันพระเทศนาให้ฟังครับ)

    หยุดเถอะนะครับ ชาว Fail ก็อยากให้ท่านหยุดครับ

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1493357696 Kritsada Pattanaprapakorn

    ผมมีความคิดว่าถ้าจะเผาก็ควรจะเผาแต่พอดี เพราะ มันก็ทำให้โลกร้อนจริงๆครับ ผมรู้ว่าความสุขทางใจมันก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะผมเองก็เผากงเต๊กเหมือนกัน ถ้าจะมาห้ามจริงๆก็คงยากเพราะว่าถ้าผมไม่ทำมันก็รู้สึกว่าเหมือนเราไม่ได้ทำบุญไปให้ญาติผู้ล่วงลับแล้ว ครับ

    ———- ความเห็นส่วนตัว ————

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=1493357696 Kritsada Pattanaprapakorn

    ผมมีความคิดว่าถ้าจะเผาก็ควรจะเผาแต่พอดี เพราะ มันก็ทำให้โลกร้อนจริงๆครับ ผมรู้ว่าความสุขทางใจมันก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะผมเองก็เผากงเต๊กเหมือนกัน ถ้าจะมาห้ามจริงๆก็คงยากเพราะว่าถ้าผมไม่ทำมันก็รู้สึกว่าเหมือนเราไม่ได้ทำบุญไปให้ญาติผู้ล่วงลับแล้ว ครับ

    ———- ความเห็นส่วนตัว ————

  • wooddy

     วางมันลงเถิดสิ่งที่ท่านถือกันเอาไว้…มันหนักมิใช่รึ

  • wooddy

     วางมันลงเถิดสิ่งที่ท่านถือกันเอาไว้…มันหนักมิใช่รึ

  • Kame Sennin

    พระ…..เจ้า

    ส้น……เท้า

    ตีน……เป็ด

  • Pumipat W.

    จะกินมาม่า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

  • TiTle

    ดราม่าจังเอามันเลยแฮะ

    //ปูเสื่อรอ

  • กงซุล@ไคฟง

    ถึงว่าสินะ ทำไมถึงห้ามพูดเรื่อง การเมือง กะศาสนา กงซุล@ไคฟง ปวดหมอง